ประชากรี่อาศัยอยูู่่ในจังหวัดสกนคร

พอจำแนกที่สำคัญได้ดังนี้


สกลนคร ตามเอกสารพื้นเวียง เรียกชื่อเมืองนี้ว่า เมืองสัปปน ซึ่งแปลว่า กลุ่มพวกหลายเผ่าพันธุ์ เพราะนับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ก็มีผู้คนเคลื่อนย้ายเข้ามาสู่สกลนครอย่างมากหมาย มีทั้งการเข้ามาเพื่อแสวงหาที่ทำมาหากินแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญในการดำรงชีวิต หลบหนีภัยทางด้านการเมือง หรือแม้กระทั่งการกวาดต้อนหรือชักจูงให้เข้ามาตั้งหลักแหล่งในสกลนคร จึงทำให้มีหลายชุมชนต่าง ๆ ที่มีระบบความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป และเกิดความหลากหลายทางด้านศิลปวัฒนธรรมที่น่าสนใจยิ่ง
ช า ว ผู้ ไ ท
เดิมมาจากคำว่า พุไท หรือ วุไท ชึ่งหมายถึง คนเผ่าไทกลุ่มหนึ่งที่มีอยู่ในแคว้น สิบสองวุไท และอาณาจักรล้านช้างมีการเคลื่อนย้ายเข้ามาในภาคอีสานหลายครั้ง และจากที่ต่างกัน
ผู้ไทยวัง คือผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองวัง มาตั้งบ้านเรือนในแถบพรรณานิคม
ผู้ไทยกระป๋อง มาจากเมืองกะปอง มาตั้งบ้านเรือนที่ในเขตวาริชภูมิ
ผู้ไทยกะตาก มาตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตำบลโนนหอมและแถบริมหนองหารทิศใต้ การทำมาหากิน
ชาวผู้ไทยเป็นคนขยันทำหลายอาชีพ เช่น ทำไร่ ทำนา ค้าวัว ควายนำกองเกวียนไปขายต่างถิ่นที่เรียกว่า นายฮ้อย
ผู้ไทยวาริชภูมิมีความรู้ในการปลูกหวายไว้รับประทาน และขาย
ทางด้านวัฒนธรรม มีการสร้างทำนองดนตรี ที่เรียกว่าลาย มีแบบบ้านผู้ไทยแต่ปัจจุบันมักปลูกบ้านอยู่อาศัยแบบไทยเครื่องแต่งตัว สวมซิ่นหมี่ตีนต่อขนาดกว้าง 3 นิ้ว ทอเป็นลวดหมี่ หมี่ขอ ผ้าย้อมคราม จนเป็นครามแก่ เรียกว่าผ้าดำสวมเสื้อแขกกระบอก ติดกระดุมเรียงเป็นแถวย้อมครามและในการฟ้อนรำ แต่งขลิบแดงที่แขนและชายเสื้อ และมีผ้าจ่องทอเป็นผืนเล็ก เป็นผ้าลายคลุมไหล่ สวมเครื่องประดับ สร้อยข้อมือ ข้อเท้าด้วยโลหะเงิน เกล้าผมมวยสูงตั้งตรง มัดมวยด้วยผ้าแถบผืนเล็กๆ
ในการแสดงฟ้อนผู้ไทยและกลองกิ่งผู้ฟ้อนจะสวมเล็บยาว ปลายมีพู่สีแดง ฟ้อนเพื่อถวายองค์พระธาตุ และฟ้อนในพิธีต้อนรับแขกบ้านเมือง งานประเพณีของชาวผู้ไทยวาริชภูมิ คือ พิธีเลี้ยงเจ้าปู่มเหสักข์ในวันที่ 6 เมษายน และงานวันหวายโลกมีการประกวดหวายหน่อ และการปรุงอาหารจากหวาย ในวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี
ช า ว ไ ท ก ะ โ ซ่
เป็นกลุ่มที่อ้างว่ามาจากเมืองมหาชัยกองแก้ว มาอยู่ที่เขตอำเภอกุสุมาลย์ บางกลุ่มอ้างว่ามาจากเมืองบ่ำ เชื่อว่าเป็นกลุ่มที่มาจากที่สูงตามเชิงเขา ปลูกข้าวไร่ เก็บผลิตผลจากป่า ปลูกพริก และนำผลผลิตที่ได้มาแลกเสื้อผ้า อาหารกับชาวผู้ไทยมาอยู่สกลนครต้องปรับตัวตามพื้นที่ราบ เป็นกลุ่มคนที่เชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณ มีวัฒนธรรมในการทำศพคนตาย พิธีเชิญวิญญาณผู้ตายกับเรือนพิธีเลี้ยงผีแต่ละปีให้มีแม่ครูที่รักษาผู้เจ็บป่วย และการแสดงโซ่ทั่งบั้งเพื่อแสดงความเครพผู้ตาย
การแต่งกาย สตรีนักฟ้อนนิยมแต่งแบบโซ่โบราณ เกล้าผมสูงทรงมวย มีฝ้ายสีขาวมัดมวย สวมเสื้อแขนยาวสามส่วนสีดำหรือย้อมครามติดกระดุมเงิน นุ่งซิ่นมัดหมี่ ต่อหัวต่อเชิงห่มสะไบผ้าขิด หรือผ้าเก็บดอกไม่สวมรองเท้าสวมเครื่อง ประดับต่างหู สร้อยคอ กำไลข้อมือ กำไลเท้า ทำด้วยเงิน

ช า ว ไ ท ย้ อ
เป็นกลุ่มใหญ่ในสกลนครโดยเฉพาะชุมชนในตัวเมืืองสกลนครเป็นกลุ่มที่เข้ามาอยู่ในสกล และขอพึ่งบรมโพธิสมภาร เจ้ากรุงสยาม จึงโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าเมืองสกลนคร ในเวลาต่อมา คือ พระยาประเทศธานี(คำ)พระยาประเทศธานี (ปิด) และพระยาจันตประเทศธานี(โง่นคำ) บุคคลเหล่านี้ มีบทบาทในการเกลี้ยกล่อมกลุ่มชนเผ่าต่างๆให้เข้ามาอยู่ใน อีสาน ชาวย้อมีผิวขาวอมเหลือง รูปร่างสันทัด มีสำเนียงการพูดที่อ่อนหวาน มีอาชีพทำนา ทำสวนผลไม้ และค้าขายนิยมเย็บปักถักร้อย ทอเสื่อกก มีฝีมือในการทำอาหาร
การแต่งกาย นุ่งซิ่นต่อเชิงเช่นเดียวกับผู้ไทย สีซิ่นนิยม สีเปลือกอ้อยคั่นด้วยสีเขียว แดง เหลืองและน้ำเงินเป็นลายเล็กๆ ปัจจุบันสวมเสื้อแขนกระบอกสีขาว สีเหลือง เก็บชายคาดเข็มขัดเงิน เป็นเผ่าที่มีบทบาทในการทำปราสาทผึ้ง และงานประเพณีเซิ้งผีโขนของไทย้อ บ้านไฮหย่องในเทศกาลบุญพระเวสสันดร และงานตุ้มโฮม วันขึ้น 3 ค่ำเดือน 3 ของชาวไทย้อ ในเขตชุมชนเมืองสกลนคร


ช า ว ไ ท ก ะ เ ลิ ง
เป็นเผ่าพันธุ์ที่อยู่ปะปนกับเผ่าอื่นๆส่วนใหญ่มาจากเทือกเขาอาก ระหว่างพรมแดนประเทศลาว และญวน อพยพเข้ามาอยู่รอบๆ เมืองสกลนคร ส่วนที่อพยพมาทีหลังจะอยู่ไหล่เขาภูพาน ชาวกะเลิง รูปร่างเล็กสันทัดค่อนข้างเตี้ยและผิวคล้ำ มีนิสัยโอบอ้อมอารี พวกที่อยู่เชิงเขาหาของป่าเป็นแหล่งอาหาร และเลี้ยงหมู เชื่อภูตผี และนับถือศาสนาพุทธ การละเล่นของชาวกะเลิงคือ กะเลิงคล้องช้าง แสดงท่ารำเลียนแบบการคล้องช้าง

ช า ว ไ ท โ ย้ ย
โย้ย หรือ โย่ย เป็นกลุ่มเผ่าพันธุ์หนึ่งที่มีไม่มากนัก ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตอากาศอำนวย อพยพมาจากบริเวณปากน้ำฮ่องท้าวฮูเซ ในประเทศลาว อพยพมาตั้งแต่รัชกาลที่ 2 แห่งรัตนโกสินทร์ เข้ามาตั้งบ้านเรือนบริเวณบ้านม่วงริมยามมีลำน้ำเหมาะในการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ จับปลา และที่สำคัญมีการประกอบพิธีกรรมไหลเรือไฟ เป็นกลุ่มคนที่พูดช้า ลงท้าย ลากเสียงยาว ประเพณีการเล่นไหลเรือไฟในลุ่มน้ำยามมีในวันขึ้น15 ค่ำ เดือน 10 เป็นการบูชารอยพระพุทธบาทของสัมมาสัมพุทธเจ้าตามคติอินเดีย ขณะเดียวกันเป็นการขอขมาลาโทษแม่คงคาด้วย การละเล่นอีกอย่างหนึ่งของชาวโย้ย จะเล่นในงานบุญพระเวสเดือน 4 ไปตามบ้านเรือน เรียกว่าโย้ยกลองเลง มีการออกลวดลายในการตีกลองและรวบรวมเงินบริจาคไปถวายวัด นับว่าได้ความสนุกสนานและได้กุศลด้วย


ช า ว ไ ท อี ส า น
เป็นกลุ่มใหญ่มีอยู่ทั่วไปเป็นกลุ่มเก่าที่สุด ตั้งแต่สมัยเจ้าโสมพะนิตที่เคยปกครองเมืองสกลทวาปี และได้ย้ายไปอยู่ที่กาฬสินธุ์
ในสกลนครนอกจากจะมีกลุ่มไทอีสานจากกาฬสินธุ์ ยังมีกลุ่มที่มาจากร้อยเอ็ด อุบลราชธานี ได้เข้ามาปะปนกับไทโย้ยที่สว่างแดนดิน เป็นกลุ่มได้รับอิทธิพลจากราชธานีเวียงจันทร์โบราณ มีตัวอักษรไทยน้อย หรือตัวลาว อักษรธรรม หรือตัวขอมมีการปฏิบัติตามจารีตฮีตสิบสอง และคองสิบสี่ ก่อเกิดการทำบุญตามเทศกาลในรอบปี ทำให้มีงานบุญพระเวส(พระเวสสันดร)บุญบั้งไฟ เป็นต้น และยังมีการสวดสรภัญญะเป็นการสวดหมู่ทำนองไพเราะ มีการไหว้ครูบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และสิ่งที่ควรเคารพบูชาก่อน